bgm softgel ii เยื่อบุตาอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่ด้านในของเปลือกตา

bgm softgel ii เยื่อบุตาอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่ด้านในของเปลือกตาบนและล่างและเยื่อบุตาด้านนอกของตาขาว ซึ่งสาเหตุของภาวะเยื่อบุตาอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อจากเชื้อโรคต่างๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเกิดจากภูมิแพ้ก็ได้เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ คือ โรคเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ ที่พบในสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ไรฝุ่น เชื้อรา ขนสัตว์ ละอองเกสรดอกไม้ มลภาวะในอากาศ มาสัมผัสกับเยื่อบุตาแล้วกระตุ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้อาการของโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้จะเริ่มด้วยมีอาการคันตา ตาแดง มีขี้ตาใส น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ เปลือกตาบวม เคืองตา เหมือนมีฝุ่นผงเข้าตามักจะมีการอักเสบของเปลือกตา ในรายที่อาการรุนแรงอาจทำให้ตามัวลงจนถึงตาบอดได้ โดยอาการต่างๆเหล่านี้ อาการคันตาจะเป็นอาการเด่นที่บ่งบอกว่าน่าจะมีผลมาจากภูมิแพ้ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการทั้งสองตา นอกจากนี้อาจพบอาการร่วมกับโรคภูมิแพ้ที่อื่นๆ เช่น โรคจมูกอักเสบ หรือผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ bgm softgel ii.

bgm softgel ii

bgm softgel ii การดูแลรักษา

หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ หรือสารกระตุ้นที่ทำให้มีอาการแพ้มากขึ้น การจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เช่น ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องปรับอากาศภายในบ้านให้สะอาดเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยการสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
หลีกเลี่ยงอากาศที่มีสารก่อความระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้มากเช่น ควันธูป ควันบุหรี่ สารไอระเหยต่างๆ บีจีเอ็ม ซอฟเจล ทู
บรรเทาอาการแพ้ด้วยการใช้ความเย็น เมื่อเกิดอาการแพ้ ตาบวม คันตา ไม่ควรขยี้ตา ควรใช้น้ำสะอาด น้ำตาเทียม หรือน้ำเกลือล้างตา เพื่อล้างเอาสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ออก และประคบด้วยความเย็น จะช่วยบรรเทาอาการแพ้และอาการระคายเคืองตาให้ดีขึ้น ในกรณีที่อาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบพบจักษุแพทย์ bgm softgel ii
ควรใส่แว่นตากันแดดเวลาออกนอกอาคารสถานที่ เพื่อป้องกันฝุ่น ลมไม่ให้เข้าตา
การรักษาโดยการใช้ยามีทั้งยาหยอดตาและยารับประทานซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้เลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของโรค
เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้สามารถทำเลสิค LASIK ได้หรือไม่?
เยื่อบุตาอักเสบ โดยปกติสามารถทำเลสิค (LASIK ) ได้ แต่จะต้องเข้ารับการตรวจโดยละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อนเพื่อดูอาการ เพราะในคนไข้แต่ละคนจะมีอาการมากน้อยต่างกันออกไป ทั้งนี้จักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมสำหรับการทำเลสิคให้อีกครั้ง

โรคต้อหิน เป็นโรคของดวงตาที่พบบ่อย และมีอันตรายอย่างมากทำให้ตาบอดสนิทได้ ถ้าไม่รักษา หรือรักษาไม่สม่ำเสมอ ส่งผลทำให้การมองเห็นแย่ลง ความกว้างของการมองเห็นแคบลง จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นไปทั้งหมดได้ ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้น เป็นการสูญเสียถาวรไม่สามารถจะแก้ไขให้คืนมาได้

ต้อหิน (Glaucoma) คืออะไร
หลายคนอาจคุ้นเคยกับโรคต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัวเหมือนกระจกฝ้า เนื่องจากเป็นความเสื่อมไปตามวัยของเลนส์ตาเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่น bgm softgel ii เช่น อุบัติเหตุหรือเป็นมาแต่กำเนิด ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน แตกต่างกับโรคต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้นและมีการเสื่อมของประสาทตา และสูญเสียการมองเห็น เมื่อความดันในลูกตาสูงขึ้นจะกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve) ให้เสื่อม และหากมีความดันลูกตาสูงเป็นเวลานาน ประสาทตาก็จะเสื่อมทำให้สูญเสียการมองเห็น การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากไม่ได้รักษาการมองเห็นจะได้ภาพเล็กลง การเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆเป็น โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โดยมากมักจะเป็นสองข้าง อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน

อาการของโรคต้อหิน
เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินอย่างช้าๆ ความดันในตาค่อยๆเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยแสดงอาการ ที่ตรวจพบเป็นต้อหินในระยะแรกๆ นั้น สายตาจะยังปกติอยู่ ไม่มีอาการปวด หรือผิดปกติใดๆ นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด เมื่อมองแสงไฟจะเห็นแสงแตกกระจายเป็นสีรุ้ง ปวดตา ปวดศีรษะ โรคต้อหินเป็นได้ทุกอายุ กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สายตาสั้นหรือสายตายาวมากผิดปกติ หรือพบในคนไข้ที่มีโรคการไหลเวียนเลือดไม่ดีทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ขั้วประสาทตาไม่ดีเป็นต้น

วิธีการรักษาโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหิน คือการพยายามลดความดันน้ำในลูกตา โดยลดการผลิต หรือ เพิ่มการระบายน้ำ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาหยอดตา ยารับประทาน ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด ในแต่ละวิธีมีข้อจำกัดในการใช้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน

การรักษาโรคต้อหินนั้น เป็นเพียงการหยุดการดำเนินโรคแต่ไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วกลับเป็นปกติได้ ดังนั้นการป้องกันและการรักษาในระยะเริ่มต้น จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ไม่สูญเสียการมองเห็นในระยะยาว เนื่องจากโรคต้อหินในระยะเริ่มต้นนั้นไม่มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนภัยให้ผู้ป่วยทราบว่าโรคนี้ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ bgm softgel ii.