omg การป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

omg การป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา สำส่อนทางเพศ- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปแพทย์แพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากทุกปี แม้ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม ซึ่งหากพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะได้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้คุณสามารถสอบถามหรือขอคำแนะนำได้ที่ “คลีนิกต่อมลูกหมาก”- หากมีญาติใกล้ชิดเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุ 40 ปี เป็นประจำทุกปี- การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (PSA) ในโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ค่าปกติจะน้อยกว่า 4 นาโนแกรม หากตรวจพบอยู่ระหว่าง 4-10 นาโนแกรม ถือว่าอาจมีการอักเสบของต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรมาตรวจเป็นระยะตามที่แพทย์นัด เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูง ถ้าค่าที่ตรวจได้มากกว่า 10 ถือว่าสูงมาก เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากวิตามินป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก- วิตามิน อี ซิลิเนียม เเบต้าซิโตสเตอรอล และไลโคปีน สามารถการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ รวมทั้งควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ลดอาหารไขมันอิ่มตัวสูง และเพิ่มไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก ถั่วผัก ผลไม้ ลดอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนือสัตว์ที่ย่อยยาก- วิตามิน อี พบมากในถั่วต่างๆ น้ำมันพืช น้ำมันปลา รำข้าว งาดำ และงาขาว จากการวิจัยพบว่าการรับประทานวิตามิน อี เป็นประจำจะช่วยชะลออัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก และลดอัตราการตายจากโรคนี้ได้- ไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการยอมรับมาก พบได้มากในมะเขือเทศ มีการศึกษาพบว่าการรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำสามารถลดจนาดของเนื้องอก แต่การรับประทานอาหารเสริมไลโคปีนพบว่าไม่สามารถป้องกันได้ และกลับเป็นผลร้ายต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย- ซิลิเนียม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบได้มากในพวกปลา อาหารทะเล ไก่ ธัญพืช ถั่วต่างๆ กระเทียม ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก- เบต้าซิโตสเตอรอล มีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด พบมากในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ จมูกข้าวสาลี น้ำมันข้าวโพด การวิจัยพบว่าช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ omg.

omg

omg โรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าเรารู้ก่อนและได้รับการรักษาเป็นอย่างดี เราก็จะมีโอกาสหายขาดได้ แต่ถ้าจะให้เรา เราต้องปฏิบัติตัวเองให้อยู่ในทำนองครองธรรม คือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด และสิ่งมึนเมา เรื่องเพศสัมพันธ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ควรสำส่อน และควรป้องกันทุกครั้ง ด้วยความปรารถนาดีจาก อาหารเสริมผู้ชาย เรเซอร์ Racer #เพิ่มพลังเพศ #บำรุงร่างกาย #ปลุกน้องชายให้แข็ง-แรง-เอาอยู่ โอเอ็มจี

ยาปลุกเซ็กส์จากการสังเคราะห์
เซ็กส์ในช่วงชีวิตของมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ชายนั้นยิ่งขาดเสียไม่ได้ บางครั้งเรื่องสมรรถภาพทางเพศก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องสมรรถภาพทางเพศถ้าอายุเราเพิ่มขึ้น ความต้องเราจะน้อยลง ดังนั้นผู้ชายอย่างเราจึงค้นหา แสวงหายาปลุกเซ็กซ์เพื่อที่จะสนองความต้องทางเพศที่เพิ่มมากขึ้น omg
ไวอากร้า (Viagra)

ยาปลุกเซ็กส์ที่มีคนรู้จักไปทั่วโลกและอย.บ้านเราก็อนุญาติให้มีการจำหน่ายในสถานพยาบาลได้ (ตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น) มันคือยาในกลุ่ม sildenafil โดยมีชื่อทางการค้าอยู่ 3 ยี่ห้อ คือ Viagra, Elonza ลแะ Tonafil จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ยาเพิ่มความต้องการทางเพศ แต่มันคือยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยานี้ คำเตือน ยานี้จะไม่ช่วยปลุกอารมณ์ทางเพศ ไม่ช่วยทำให้พลังทางเพศเพิ่มสูงขึ้น และไม่ช่วยให้ร่วมเพศได้นานขึ้น
เลวิตร้า (Levitra)

ยาในกลุ่ม Vardenafil ซึ่งได้รับอนุญาติจาก อย.ไทยแล้ว เลวิตร้าไม่ใช่ยากระตุ้นทางเพศแต่อย่างใด แต่เป็นยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เป็นยาอันตราย ห้ามใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยานี้ คำเตือน ยานี้จะไม่ช่วยปลุกอารมณ์ทางเพศ ไม่ช่วยทำให้พลังทางเพศเพิ่มสูงขึ้น และไม่ช่วยให้ร่วมเพศได้นานขึ้น
เซียลิส (Cialis)

ยาในกลุ่ม Tadalafil เป็นคู่แข่งของยา ไวอากร้า จัดว่าเป็นยาปลุกเซ็กซ์ที่ มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ เพราะกินก่อนปฏิบัติภารกิจเพียง 15 นาที แต่ฤทธิ์กลับอยู่ได้นานเกือบ 2 วัน แต่สำหรับผู้ที่ยังฟิตปั๋ง ขอบอกเลยว่า อย่าได้คิดลองยาเหล่านี้เป็นอันขาด เนื่องจากคุณอาจมีโรคประจำตัวที่ไม่เคยรู้ ซึ่งสามารถทำให้มีผลข้างเคียงกับการใช้ยา เช่น ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือผู้ที่ใช้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มไนเตรท อาจต้องเสียชีวิตเพราะยาดังกล่าวได้ ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียงอย่างมาก
แมลงวันสเปน (Spainish fly)

หรือเรียกว่า “ยาเสียสาว” เป็นยาปลุกเซ็กส์ผู้หญิง แบบปานกลาง มีสรรพคุณช่วยเพิ่มอารมณ์เซ็กส์ให้กับคุณผู้หญิงที่ได้รับยาตัวนี้เข้าไป จะทำให้โครงสร้างอารมณ์ SEX ปรับตัวเข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้ง แต่ผลข้างเคียงนั้นค่อนข้างจะรุนแรง อาจต้องเสียชีวิตเพราะยาดังกล่าวได้ ทางการแพทย์จึงไม่ค่อยแนะนำสักเท่าไหร่
เยอรมัน เซ็กส์ ดรอป (German sex drops)

มีสรรพคุณเป็นยาปลุกอารมณ์เซ็กส์ สำหรับคู่รักของเรา ตัวยามีลักษณะเป็นน้ำ ไม่มีรส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น โดยใช้ครั้งละ 1 ขวด เทผสมลงในเครื่องดื่ม ประเภทชา กาแฟ นม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทันที ละลายง่าย ระยะเวลาออกฤทธิ์ประมาณ 30-45 นาที ตัวยากำลังดีไม่แรงมากนัก ทำให้ไม่มีผลข้างเคียง สินค้าตัวนี้จัดเป็นสินค้ายาปลุกเซ็กส์คุณภาพปานกลาง ราคาไม่แพง นำเข้าจากประเทศเยอรมัน ไม่ได้รับการรับรองจาก อย.ไม่ควรใช้อย่างยิ่ง

ยาปลุกเซ็กส์จากความเชื่อ
ความต้องการทางเพศ หรือสมรรถภาพทางเพศ ผู้ชายอย่างเรามักจะอยากได้อยากมีอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็สรรหาสิ่งที่เค้าเล่ากันว่าสามารถช่วยเพิ่มพลังทางเพศได้ โดยบางครั้งสิ่งที่ความเชื่อก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศขริงหรือไม่ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่ายาปลุกเซ็กส์จากธรรมชาติตามความเชื่อกันว่ามีอะไรบ้าง
อุ้งตีนหมี

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าอุ้งตีนหมีเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากหนุ่มๆ เกาหลีมากเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้พละกำลังทางเพศที่ค่อยๆลดลงกลับฟื้นคืน และกลับมาฟิตปึ๋งปั๋งได้อีกครั้งหนึ่ง วิธีการได้มาซึ่งอุ้งตีนหมีนั้นโหดร้ายและทารุณมาก จนมีการออกมาต่อต้านกันอย่างมาก แล้วยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง หรือมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
กระปู๋สัตว์

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าอวัยวะเพศของสัตว์ เช่น เสือ ช้าง สิงโตทะเล กวางจะเพิ่มความต้องการทางเพศได้มากหากนำมาตุ๋นยาจีนแล้วดื่มเป็นยาโด๊ปเสริมพลังทางเพศได้เป็นอย่างดี omg เพราะในเนื้อเยื่อที่เป็นกล้ามเนื้อเจลลาติน น่าจะมีฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนรวมอยู่ด้วย ก็จะทำให้คุณรู้กเหมือนกลับมาเป้นหนุ่มอีกครั้ง เพิ่มพลังทางเพศได้มากขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง หรือมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
ทารกตุ๋น

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าทารกที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 1 ปี จะเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการนำมาตุ๋น เพื่อโด๊ปเสริมสร้างพลังทางเพศและเป็นยาอายุวัฒนะของผู้สูงอายุนั้นมมานานแล้ว ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง
งูเห่า

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าชาวบ้านแถวต่างจังหวัดเชื่อกันว่าหากรับประทานงูเห่า หรืออาจจะเป็นดีงู เลือดงูสดๆ จะทำให้ร่างกายฟิตปั๋ง เพิ่งพลังทางเพศให้คึกคัก กลับมาเป็นงูเห่าคอยฉกสาวๆ แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง หรือมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
เนื้อสุนัข

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าสุนัขจะสามารถนำมาทำเ็นอาหารคลายหนาวได้และเนื้อของมันยังช่วยเพิ่มพลังทางเพศได้เป็นอย่างดี แต่ก็นะ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง หรือมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
นอแรด

ความเชื่อ : เขาว่ากันว่าถ้าหากกินผงเขาแรด หรือนอแรดที่ผ่านกรรมวิธีมาแล้ว อวัยวะเพศของคุณจะแข็งแกร่งชูชันอย่างกับเขาของแรด แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารับประทานแล้วจะทำให้กระชุ่มกระชวยได้จริง หรือมีอันตรายมากน้อยเพียงใด omg.

Posted in omg

instantly ageless วิธีกำจัดถุงใต้ตา แก้ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

instantly ageless วิธีกำจัดถุงใต้ตา แก้ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง แหนะ! จ้องหน้าจอนานอย่างนี้ ทำงานเยอะขนาดนี้ นอนน้อยขนาดนี้ สาวๆ มีปัญหาถุงใต้ตากันบ้างหรือไม่? วงในบิวตี้มีวิธีกำจัดถุงใต้ตาแบบง่ายๆ มาฝากกัน สาวๆ คนไหนที่ช่วงนี้นอกดึก โหมงานหนัก หรืออกหัก จนไปไหนมาไหนใครๆ ก็ทักว่า “หน้าตาดูเหนื่อยนะ” เพราะถุงใต้ตาเจ้ากรรม ดันสลอนบวมเป่งออกมาซะฉึ่ง จนบดบังความงามที่แท้จริงของดวงตา ทำให้เสียความมั่นใจ ไม่ว่าจะลองเอาอะไรมาโปะ หรือมาประคบแล้วก็ไม่เห็นมันจะดีขึ้นสักเท่าไหร่ วงในบิวตี้ขอแนะนำให้ใจเย็นๆก่อน หายใจเข้าลึกๆ แล้วจงอ่านบทความต่อไปนี้อย่างตั้งใจ อ่านจบแล้วการันตีได้เลยว่าสาวๆ จะได้วิธีการง่ายๆ ไปกำราบเจ้าถุงใต้ตาไม่ให้สลอนหน้าบวมฉึ่งขึ้นมาอีก จะมัวรออะไรอยู่ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ก่อนอื่นสาวๆ หลายคนอาจจะมีความสงสัยว่า เอ๊ะ! ถุงใต้ตานี่มันคืออะไรกันนะ แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ถุงใต้ตาก็คือ อาการบวม หรือคั่งน้ำของถุงไขมันที่อยู่ใต้ดวงตา ซึ่งถุงไขมันนี้มีอยู่อย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้วบริเวณเบ้าตา จำนวน 5 ถุง บริเวณเปลือกตาบนสองถุง และบริเวณเบ้าตาล่าง 3 ถุง ซึ่งเจ้าสามถุงข้างล่างนี่แหละที่มักจะมีปัญหา เพราะถ้าหากเราใช้สายตาบ่อย นอนพักผ่อนน้อย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร้องไห้หนัก หรือแม้แต่เป็นภูมิแพ้ แล้วเกิดอาการระคายเคือง เจ้าถุงไขมันตรงบริเวณเบ้าตาล่างนั้น ก็จะเกิดการคั่งน้ำ หรือบางกรณีเกิดอาการการหมุนเวียนภายในหลอดเลือดบริเวณนั้นไม่คล่อง ทำให้ถุงไขมันทั้งสามบวมใหญ่ขึ้น จนทำให้เห็นเป็นรอยหย่อนคล้อยใต้ดวงตา เพิ่มความมีอายุให้แก่ใบหน้าไปอีกหลายปี ทีนี้เมื่อมันบวมแล้ว เราก็ต้องหาวิธีการแก้บวม ซึ่งสาวๆ หลายคนคงจะคุ้นชินกับการเอาแตงกวา หรือถุงชามาโปะ ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยได้อย่างหนึ่ง แต่การแก้ไขอย่างถูกต้อง และถูกจุดสุดๆ เราจำเป็นจะต้องรู้ลึก รู้จริงอย่างละเอียดค่ะ มาดูกันเลยว่าวิธีแก้ไขถุงใต้ตาให้ได้ผลจริงนั้น ทำอย่างไรได้บ้าง instantly ageless.

instantly ageless
instantly ageless อันดับแรกสาวๆ จะต้องตอบคำถามสำคัญนี้ก่อน ว่าอาการถุงใต้ตาบวมที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นถุงใต้ตาแท้ หรือถุงใต้ตาเทียม?
หากเป็นถุงใต้ตาแท้ ก็แสดงว่ามีถุงใต้ตานี้มาโดยกรรมพันธุ์ คือมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ได้เป็นเพราะอดนอน หรือใช้สายตามากแต่อย่างใด ageless

วิธีการแก้ไขจึงอาจต้องไปปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมใช้วิธีเลเซอร์ออก ซึ่งในปัจจุบันวิธีดังกล่าวถือว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างปลอดภัยมากที่สุด ครีมลดถุงใต้ตา
ส่วนการผ่าตัดถุงไขมันอย่างที่เป็นที่นิยมทำกันนั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจจะกระทบต่อการมองเห็นและอาจจะกลับมามีถุงใต้ตาอีกได้

ส่วนถุงใต้ตาเทียมคือ อาการบวมของถุงใต้ตาในกรณีที่เราอดนอน instantly ageless
ใช้สายตามาก ร้องไห้บ่อย หรือเกิดอาการระคายเคืองบางอย่าง
ทำให้การหมุนเวียนของเลือดบริเวณดวงตานั้นไม่ลื่นไหล
จึงเกิดอาการคั่งน้ำ ส่งผลให้ถุงไขมันใต้ตาบวมขึ้นมา

วิธีการแก้ไขนั้นสาวๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังต่อไปนี้
เริ่มจากชีวิตประจำวันก่อน การดื่มน้ำ และนอนพักมากๆ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เนื่องจากการดื่มน้ำนั้น จะช่วยทำให้น้ำไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างเพียงพอ ถ้าหากร่างกายเราขาดน้ำ ระบบกลไกของร่างกายจะทำหน้าที่คล้ายกับอูฐในทะเลทราย ที่จะกักเก็บน้ำเอาไว้ ทีนี้น้ำที่ร่างกายเรากักเก็บไว้ก็จะไปคั่งอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะจุดที่เห็นชัดเลยก็คือบริเวณใต้ดวงตานั่นเอง

ส่วนการนอนหลับนั้น เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้รักษาส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ อีกทั้งเป็นการปรับสภาพให้ระบบหมุนเวียนเลือด และของเหลวต่างๆ ทำงานอย่างปกติ ไม่มีการคั่งค้าง

ซึ่งการนอนหลับนี้วงในบิวตี้มีทิปส์ให้อีกนิดหนึ่งก็คือ การเลือกหมอนที่เหมาะกับสรีระของร่างกาย การนอนบนหมอนที่ทำให้ศีรษะอยู่ในระดับที่สูงกว่าร่างกายนั้น ก็จะสามารถเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดการสะสมของเหลวใต้ดวงตาได้ค่ะ

ส่วนการดูแลใต้ตาหลังจากตื่นนอน สาวๆ สามารถที่จะทำได้โดยนวดคลึงใต้ตาเบาๆ ด้วยนิ้วนางจากหัวตาไปยังหางตาข้างละสิบครั้งก่อนลุกออกจากเตียง จากนั้นพอลุกขึ้นมาล้างหน้า ก็ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ใช้น้ำเย็นประหน้าเบาๆ สักครู่หนึ่ง อาจจะทำสัก 3-5 ครั้ง เพื่อเป็นการกระชับหลอดเลือดบนผิวหน้าให้ตึงเด้ง สดชื่น พวกของเหลวที่สะสมอยู่บริเวณใบหน้าในระหว่างที่เรานอนหลับ ก็จะถูกดึงกลับไปด้วย

ฟังดูแล้วไม่ยากเย็นเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่ต้องอดทนเสียหน่อย หมั่นทำบ่อยๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะการดื่มน้ำเยอะๆ นอนพักผ่อน พักสายตา และการนวดคลึงใต้ดวงตา เพียงเท่านี้ก็สามารถลดสาเหตุของการเกิดอาการถุงใต้ตาบวมได้แล้วล่ะค่ะ

นอกจากนั้นก็ยังมีข้อควรระวังอีกนิดหน่อยอย่างการสัมผัสผิวหนังรอบดวงตา ต้องไม่ขยี้ตาแรงๆ

สำรวจตัวเองในเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังทั้งหลาย อย่างเครื่องสำอาง สบู่ แชมพู หรือแม้แต่ผงซักฟอก ก็อาจจะมีส่วนทำให้เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวหนังใต้ดวงตาอักเสบได้ค่ะ

5 วิธีลดถุงใต้ตา เพื่อบอกลาตาบวมตุ่ยแบบฉบับทำง่ายและทำได้ทุกคน ใครเจอปัญหานี้อยู่ไม่ต้องกังวล ลองนำไปใช้ดูรับรองเวิร์ก !

สาว ๆ ที่ใช้ชีวิตหักโหมฮาร์ดคอร์ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนหยิบกระจกมาส่องแล้วเห็นใต้ตาดำคล้ำ พร้อมถุงใต้ตาที่บวมตุ่ยขั้นเทพ งานนี้คงทำให้คุณกรี๊ดไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ เพราะเจ้าถุงใต้ตาเนี่ยทำให้ความสวยเราหมดไป แถมด้วยความโทรมเข้ามาแทนที่ แบบนี้ไม่โอเคเลยว่าไหมล่ะคะ ทางที่ดีมากำจัดถุงใต้ตาด้วย 5 วิธีที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากในวันนี้กันดีกว่าค่ะ บอกเลยว่าทำได้ง่าย ๆ และไม่ต้องเสียเงินเยอะเลย
วิธีลดถุงใต้ตา

1. ใช้ช้อนเย็น

วิธีนี้แหละง่ายและทำได้ทุกคนแน่นอน แค่นำช้อนไปแช่ไว้ในตู้เย็นสัก 10-15 นาที จากนั้นนำมาครอบไว้บนเบ้าตาจนกว่าช้อนจะอุ่น วิธีนี้จะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวลงและลดอาการตาบวมได้อยู่หมัด

วิธีลดถุงใต้ตา

2. ประคบด้วยถุงชา

นำถุงชามาชงในน้ำร้อน จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นให้หายร้อนสักครู่ instantly ageless แล้วค่อยหยิบถุงชาหรือจะใช้สำลีจุ่มน้ำชาที่ได้มาวางไว้บนเบ้าตาสัก 10-15 นาที เพียงเท่านี้ก็จะช่วยบรรเทาอาการตาบวมให้หายไปได้ง่าย ๆ แล้วค่ะ

วิธีลดถุงใต้ตา

3. ใช้ผักช่วยบรรเทา

ลองไปเปิดตู้เย็นแล้วหาดูว่ามีแตงกวาหรือมันฝรั่งบ้างไหม เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้แหละที่สามารถช่วยลดถุงใต้ตาและอาการตาบวมได้ค่ะ หากมีแตงกวาลองสไลซ์ให้เป็นแว่นแล้วนำมาวางบนเบ้าตาทิ้งไว้สัก 10 นาทีหรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่ถ้าใครมีมันฝรั่งก็ทำคล้าย ๆ กัน คือให้สไลซ์มาวางไว้บนเบ้าตาสัก 15-20 นาทีหรือนานจนกว่าอาการจะดีขึ้น
วิธีลดถุงใต้ตา

4. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

รู้หรือไม่ว่าหากร่างกายดื่มน้ำไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดถุงใต้ตาได้เหมือนกันนะ อาจลองสังเกตดูง่าย ๆ วันไหนที่ดื่มน้ำน้อยหรือดื่มแอลกอฮอล์เยอะ ตื่นมาบอกเลยว่าถุงใต้ตาจะมาเยี่ยมเยือนทันที ฉะนั้นวิธีแก้ง่าย ๆ ก็แค่ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 8 แก้ว นอกจากจะช่วยลดถุงใต้ตาแล้วยังทำให้ผิวดีอีกต่างหาก

วิธีลดถุงใต้ตา

5. ทาเจลว่านหางจระเข้

ไม่ว่าจะเป็นเจลว่านหางจระเข้สดที่ปลูกแทบทุกบ้าน หรือจะเจลว่านหางจระเข้ในรูปแบบกระปุกที่กำลังฮอตฮิตตอนนี้ ก็สามารถหยิบมาใช้ลดถุงใต้ตาที่บวมตุ่ยได้เหมือนกันค่ะ เพราะว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินอีที่ทำให้ผิวชุ่มชื้น แค่ทาแล้วนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่ต้องระวังอย่าให้เข้าตานะคะ

แต่ละวิธีเรียกได้ว่าทำเองง่าย ๆ แถมยังช่วยประหยัดเงินด้วยนะเนี่ย หากใครกำลังนอยด์ในความโทรมเพราะเจ้าถุงใต้ตาอยู่ละก็ ลองนำ 5 วิธีนี้เอาไปทำตามโลด instantly ageless.

fos detox การปฏิบัติตนหลังการล้างพิษตับ หลังล้างพิษตับแล้ว

fos detox การปฏิบัติตนหลังการล้างพิษตับ หลังล้างพิษตับแล้ว ควรฟื้นฟูสภาพและบำรุงตับด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่บำรุงตับอาทิ ขมิ้นชัน ขิง (น้ำขิง) เก๋ากี้ กะหล่ำปลี สาหร่ายสไปรูลิน่า แกงเห็ดสามอย่างลูกใต้ใบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินดื่มที่ทำอันตรายต่อตับ ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก แม้อาหารจะมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรืออาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย แถมเป็นผลไม้หาง่ายราคาไม่แพง fos detox.

fos detox
fos detox 1.แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ฟอส ดีท็อกซ์
2.สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ
3.องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย fos detox
4.แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
5.มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้นมะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
รู้ถึงคุณประโยชน์เช่นนี้ก็หามารับประทานกันเยอะๆ ถูก ดี และมีประโยชน์

การแพทย์พื้นถิ่นหลายชนชาติ มีทรรศนะตรงกันที่ว่าตัวตนของเราประกอบขึ้นด้วยธาตุต่างๆ
และจัดสัดส่วนกันอย่างได้สมดุล มีพลังขับเคลื่อนอาจเรียกว่า ซี่ หรือ ปราณโดยมีดุลยภาพระหว่างพลังร้อนและพลังเย็น หรือหยินหยางที่ได้สมดุลกัน

โรคเกิดขึ้นเมื่อธาตุต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้สมดุล ความเป็นกรดด่างแปรเปลี่ยนไป เกิดการขัดขวางของ
พลังปราณ โคจรไม่สะดวก ผลก็คือเกิดการคั่งของสารเสีย หรือสารพิษ ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคขึ้น อายุรเวทเรียกสารนี้ว่า อามะ อามะนี้จะไปอุดช่องว่างๆ ของร่างกายทำให้เจ็บป่วย การแพทย์แผนจีนเรียกว่า “ตั๊กซี่” หรือ “ตุ๊ชี่” ฮิปโปเครติส ปรมาจารย์แพทย์ยุคกรีก เรียกว่า “toxin” สารพิษเหล่านี้ต้องล้างออก จึงจะหายจากโรคได้
สำหรับการแพทย์แบบแผน เดิมทีเดียวอาจรู้สึกงงมากกับเรื่องราวของสมดุลธาตุ
สมดุลกรดด่าง สมดุลพลังหยินหยาง ยิ่งเข้าใจไม่ได้กับเรื่องการสะสมสารพิษ และการล้างพิษ สุดท้ายมาถึง ยุคสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งก็คือ การผสมผสานเอาหลักสุขภาพที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ สมเหตุสมผล และพิสูจน์ผลได้ รวมเข้าไปร่วมใช้ ร่วมบำบัด สำหรับคนไข้ในโรงพยาบาลต่างๆ
ตรงนี้เองมีการทำความเข้าใจเกิดขึ้นว่า อะไรคือสารพิษที่การแพทย์พื้นถิ่นพูดถึงกันอยู่
ถ้าจะเข้าใจง่าย ๆ ภาวะไขมันในเส้นเลือดสูง ไขมันนั้นก็เป็นพิษกับร่างกาย ไปอุดหลอดเลือดต่างๆ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลที่เกิน ก็เป็นพิษไปขัดขวางการทำงานของเซลล์ และกระแสประสาททำงานไม่สะดวก ทางด้านจิตใจ ภาวะเคร่งเครียดเกินไป ประสาทเร่งรัดทำงานมาก ก็เกิดฮอร์โมนแอดรีนาลิน และฮอร์โมนคอร์ติโซน เป็นสารพิษ
ต่อมาเมื่อความรู้เรื่องสารอนุมูลอิสระเป็นที่รับรู้กันมากขึ้น คำอธิบายเรื่องสารพิษก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
เพราะอนุมูลอิสระ ก็คือสารพิษตัวฉกาจ ที่ไปทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ไขมันอุดตันหลอดเลือด บั่นทอนภูมิต้านทาน เป็นพิษถึงขั้นก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในที่ต่างๆ
ถ้าอย่างนั้น กระบวนการล้างพิษ ก็คือการทำอย่างไรให้เราขจัดสารเสียต่างๆ เหล่านี้ให้ลดน้อยหรือ
หมดไป เปิดโอกาสให้ร่างกายสมานคืนตนเองเพื่อจะได้หายจากโรค วิธีการของการแพทย์พื้นถิ่นแต่ละชนชาติ ทำเหมือนกันหมดอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ใช้วิธี “อดเพื่อสุขภาพ”
การแพทย์แผนจีน มีวิธีให้คนไข้อดอาหาร แล้วให้มาดื่มยาต้ม ห่มผ้า เพื่ออบเอาเหงื่อออก
สัก 2-3 วัน เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว จึงยอมให้กินข้าวต้มกับฟักเขียว แล้วนำไปบำรุงอีกทีตอนที่หายไข้ได้สักอาทิตย์หนึ่ง
อายุรเวทใช้ หลักปัญจกรรมะ ให้กินแต่ข้าวเปล่าๆ หุงด้วยขมิ้นมื้อเล็กๆ เพียงประทังความหิว
กินสมุนไพรให้อาเจียน ทำให้ท้องเสีย สวนทวาร ล้างจมูกด้วยน้ำมันเนย ร่วมกับการทำสมาธิ
ฮิปโปเครติสให้อดอาหาร บ้างก็อดด้วยผลไม้ อดด้วยน้ำผลไม้ อดด้วยน้ำ หรืออดโดยไม่กินดื่มเลย
พร้อมกับสวนทวาร
จะเห็นได้ว่า หัวใจหลักของการล้างพิษ ทุกแขนงความรู้ คือ “การอดเพื่อสุขภาพ”
จนอาจถือเป็นหลักได้ว่า ถ้าจะล้างพิษ จะต้องมีการอด ถ้าไม่อดอาหาร การล้างพิษไม่อาจเกิดได้ ถ้าจะมีบ้างก็น้อยมาก
เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราอด—เรารู้ว่า สารพิษตัวร้าย fos detox ได้แก่ อนุมูลอิสระ ซึ่งนอกจากเรารับจากอาหารการกิน
และอากาศที่เราหายใจแล้ว กระบวนการกินอาหาร ย่อยอาหาร ดูดซึมอาหาร สลายอาหารเป็นพลังงาน ก็จะเกิดสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นอยู่เสมอ ผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ที่กินมาก ย่อยมาก แถมกินผิดๆ มีสารปนเปื้อน มีสารแต่งสีแต่งกลิ่นแถมเครียดด้วย สารพิษอนุมูลอิสระก็ก่อรูปในตัวมาก
ดังนั้นเมื่ออด ร่างกายก็เกิดสารพิษอนุมูลอิสระ ก็ก่อรูปในตัวมากสารพิษเก่าที่มีอยู่ในร่างกาย ก็ถูกกำจัด
ไปโดยเอนไซม์ภายในตัวเราเอง หรือโดยวิตามินกลุ่มแอนติออกซิแดนต์ จากผักผลไม้ที่เรารับเข้าไป
จึงเห็นได้ว่า กระบวนการอด เป็นหัวใจของการล้างพิษ
ในระหว่างล้างพิษ เราอาจปะทะปะทังตัวเองด้วยผลไม้ ด้วยน้ำผลไม้ ด้วยน้ำเปล่า ด้วยน้ำผัก ก็สุดแล้วแต่
ว่าใครจะชอบอย่างไหน ความวิเศษวิโสไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครจะดื่มน้ำผัก หรือดื่มน้ำผลไม้อะไร แต่ความวิเศษอยู่ที่การอด ถ้าทำสมาธิด้วยยิ่งดีใหญ่ และการอดนี้ ถ้าคุณจะเก่งจริงโดยไม่กิน ไม่ดื่มอะไรเลย การล้างพิษก็เกิดขึ้น แถมเกิดได้เยี่ยมยอดด้วย
ตรงกันข้าม ถ้าใครมุ่งแต่ดื่มน้ำผลไม้ หรือดื่มน้ำผัก แต่ก็ยังคงกินอาหารอย่างปกติ
หรือกินผิดๆ การล้างพิษย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้ น้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่ดื่ม แท้ที่จริงเป็นเพียงเครื่องประกอบทำให้ร่างกายเป็นด่างมากขึ้น ช่วยให้ไม่ปวดเมื่อยตัว ผ่านการอดได้โดยราบรื่น นั่นต่างหาก
เอาล่ะ ถึงตรงนี้คุณคงอยากล้างพิษด้วยตัวคุณเองแล้ว วันนี้จะแนะนำการอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธี
ที่ง่ายมากใช้เวลาน้อย เห็นผลเร็ว ขอแต่ให้มีความพยายาม
ก่อนอื่นเลือกวันอด ให้เลือกวันขึ้นและแรม 11 ค่ำ เพราะเป็นวันที่น้ำบนโลกได้สมดุลกับน้ำในร่างกาย
ทำให้อดได้ราบรื่น ใครไม่สะดวกจะใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่ห้าม สัก 2 อาทิตย์ต่อ 1 ครั้ง
ในวันอด มื้อเช้าให้กินผลไม้ 1 จาน และน้ำผลไม้ 1 แก้ว จะเป็นอะไรก็ได้ จากนั้น เริ่มอดไปตลอดทั้งวัน
ถ้ากระหายก็ดื่มแต่น้ำ ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ให้อดโดยไม่กินไม่ดื่ม (dry fasting)
กิจกรรมในวันอด เป็นงานเบาๆ เช่นงานบ้านเล็กน้อย อ่านหนังสือ ฟังเพลง ในวันอด คุณจะมีเวลา
มากมาย สมองใส ความคิดปลอดโปร่ง เหมาะกับการทำงานศิลปะหรือที่ใช้ความประณีต ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องออกแรง อย่าลืมทำสมาธิ หริอจะฝึกโยคะก็เชิญ จะพบว่าทำท่าต่างๆ ได้ดี จิตนิ่งดื่มด่ำกับกระแสลมปราณได้ดีนัก
วันเลิกอด เมื่อครบถึงเช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว ให้เลิกอดดังนี้ ดื่มน้ำผสมมะนาวและเกลือ 1.5-2ลิตร โดย
ผสมน้ำ 1 ลิตร กับมะนาว 2 ลูก และเกลือทะเล 1 ช้อนชา ค่อยๆ ดื่มไปเรื่อยๆ จนหมดจากนั้นจะรู้สึกอยากถ่าย การถ่ายช่วยขับสารพิษในทางเดินอาหารออกไป
อาหารมื้อแรก ถ่ายเสร็จแล้ว ให้เลิกการอดด้วยอาหารเช้าเบาๆ เริ่มจากกล้วยน้ำว้า 1-2 ใบ
แล้วตามด้วยอาหารเช้าปกติ ซึ่งผู้รักสุขภาพย่อมรู้อยู่แล้วว่า ควรกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่นโจ๊กข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีท
ข้อบ่งชี้ อด 24 ชั่วโมงดีมากสำหรับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตัวเอง ตั้งแต่สิว ภูมิแพ้ หอบหืด
ข้ออักเสบ ไขมันเลือดสูง อ้วน ไมเกรน ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ เป็นต้น ปฏิบัติเดือนละ 2 ครั้ง สัก 2-3 เดือน โรคต่างๆ จะถอยห่างไปมาก คนที่สุขภาพดีก็มีผลช่วยจรรโลงความอ่อนเยาว์ อยู่เสมอ
ข้อห้าม เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ คนไข้โรคมะเร็ง
ข้อพึงระวัง คนไข้โรคเบาหวาน โรคหัวใจที่รุนแรง คนสูงอายุสุดๆ คนอ่อนเพลียมาก
คนเป็นโรคมะเร็ง ถ้าใครอยู่ในข่ายนี้แต่คิดจะอด ให้ปรึกษาแพทย์ฝ่ายธรรมชาติบำบัดเสียก่อน เพราะกรณีเหล่านี้ต้องได้รับความดูแลโดยใกล้ชิด สุขภาพทางเลือกที่สมเหตุผล จะมีข้อบ่งชี้ และกำหนดขอบเขตขีดขั้นที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางเลือกดังกล่าว นี่คือหลักการ
การอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์การล้างพิษที่สมเหตุผลนี้ผู้รู้ทางสุขภาพทำอยู่เสมอ ครับ

คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า ”อาหาร” เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ใช่ว่าต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจากการศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวันก็มี ประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย fos detox.

shania กล่องเขียว โภชนาการอาหารล้างพิษ

shania กล่องเขียว โภชนาการอาหารล้างพิษ ร่างกายคนเรา เปรียบเสมือนกับเครื่องกรอง เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม กลไกในร่างกาย ก็จะกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา แต่หากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม หรือสารพิษมากเกินไป และสะสมเป็นเวลานาน ระบบในร่างกายก็จะไม่สามารถกำจัดออกได้หมด ก่อให้เกิดการตกค้างของสารพิษตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผนังลำไส้ ร่างกายจึงดูดซึมสารพิษเหล่านั้นไปตามระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งทำให้สารพิษกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ฉะนั้น ร่างกายเราจึงควรมีการล้างทำความสะอาดบ้าง เพื่อให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การล้างพิษ หมายถึง กระบวนการชะล้างสารพิษ หรือของเสียที่ตกค้าง และสะสมตัวอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งสารพิษ หรือของเสียดังกล่าวอาจมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ถูกปนเปื้อน และมาจากกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติภายในร่างกาย การตกค้าง และการสะสมตัวของสารพิษ หรือของเสียภายในร่างกาย เกิดจากสาเหตุ 2 ประการ ได้แก่ การที่ร่างกายได้รับอาหาร อากาศ และน้ำ ที่มีการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมในปริมาณมาก และความสามารถในการขับสารพิษ หรือของเสียออกจากร่างกายลดประสิทธิภาพลง ในสภาวะปกติ ร่างกายของเราจะมีกระบวนการขับสารพิษ และของเสียทันทีที่มันถูกผลิตขึ้น และจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น การหายใจ มีเหงื่อออก หรือมีการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระ เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้สารพิษ และของเสียเหล่านั้นมีการสะสมตัวจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้นต่อร่างกาย แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อม และวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ร่างกายของเรามีแนวโน้มที่จะได้รับ ผลิต และสะสมสารพิษ และของเสียมากขึ้น shania กล่องเขียว.

shania กล่องเขียว

shania กล่องเขียว นานาประโยชน์…จากการล้างพิษ ชาเนีย กล่องเขียว

• ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หลับง่ายขึ้น

• ทำให้มีพละกำลัง และรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

• ช่วยลดน้ำหนัก

• เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวพรรณ ทำให้เกิดริ้วรอยช้า

• ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้พักผ่อน และระบบการทำงานของอวัยวะดีขึ้น

• ลดอาการปวดตามข้อ และกล้ามเนื้อ

• ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาการบวมน้ำ shania กล่องเขียว

• ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ทำให้สุขภาพแข็งแรง

พนักงานกำจัดสารพิษในตัวเรา

ผิวหนัง

ผิวหนัง เป็นหนึ่งในอวัยวะขับถ่ายที่สามารถขับสารพิษออกนอกร่างกายได้ดีที่สุด ผิวหนังจะแบกรับหน้าที่อย่างหนักในการระบายของเสีย และสารพิษจำพวกโลหะหนักออกจากน้ำเหลือง เลือด และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่มีอากาศร้อน รูขุมขนจะเปิดกว้าง ทำให้ร่างกายสามารถขับสารพิษ และของเสียออกมาพร้อมกับเหงื่อได้มากกว่าปกติ สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า เหงื่อของคุณมีปริมาณสารพิษ และของเสียอยู่มากคือ มีกลิ่นตัวแรง เหม็นเปรี้ยว เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ จึงควรดูแลผิวง่ายๆ ด้วยการอาบน้ำ เพื่อชะล้างสารพิษ และของเสียที่ร่างกายขับออกมา ไม่ให้เกิดการหมักหมม และอุดตันรูขุมขน ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ได้จากธรรมชาติ ขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป

ปอด

ปอด เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซพิษอื่นๆ ออกจากกระแสเลือด ในขณะเดียวกันก็ดูดซึมออกซิเจนประจุไฟฟ้าชนิดลบ และธาตุอื่นๆ ที่ได้จากอากาศเข้าสู่กระแสเลือด หากเลือดมีสารพิษตกค้างอยู่มาก จะก่อให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน ทำให้เลือด และเนื้อเยื่อมีภาวะเป็นกรดสูง นำไปสู่การเกิดโรคภัย และการเสื่อมของเนื้อเยื่อ จึงต้องฝึกหายใจให้ถูกวิธี และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยร่างกายในการกำจัดก๊าซพิษ และเพิ่มปริมาณก๊าซออกซิเจนให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาวะความเป็นกรดของเลือด และเนื้อเยื่อให้น้อยลง

ไต

ไต เป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญต่อกระบวนการล้างพิษอย่างมาก โดยจะทำหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด และขับของเสียเหล่านั้นไปยังกระเพาะปัสสาวะ ก่อนที่จะถูกขับออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ ซึ่งทำให้ของเสียที่ถูกส่งไปยังไต มีความเป็นกรดสูง อาจไปทำลายเนื้อเยื่อไตที่มีความไวต่อสิ่งที่มากระตุ้น และก่อให้เกิดก้อนนิ่วขึ้นได้ วิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยปกป้องไตจากของเสียที่เป็นกรดดังกล่าว คือการดื่มน้ำมากๆ shania กล่องเขียว (2 – 3 ลิตรต่อวัน) หรือดื่มชาสมุนไพรมากๆ โดยให้เลือกชนิดของชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยทำความสะอาดไต กระตุ้นการขับสารพิษ และป้องกันไตจากการทำลายของกรด

ลำไส้ใหญ่

อาจเปรียบเทียบลำไส้ใหญ่ได้กับท่อระบายน้ำ ในแต่ละครั้งที่มีการระบายของเสีย จะมีไขมัน และของเสียติดอยู่บนผิวด้านในของท่อ และนับวันยิ่งเพิ่มความหนามากขึ้นเรื่อยๆ ความกว้างของท่อก็เล็กลงเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการระบายของเสีย ทำให้ท่ออุดตัน นอกจากนี้ ความเฉื่อยชาของลำไส้ใหญ่ ในการทำหน้าที่ขับของเสีย ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลำไส้ใหญ่เกิดการอุดตัน จนเป็นเหตุให้ของเสีย และสารพิษตกค้างอยู่ภายในลำไส้ใหญ่ มีอยู่หลายวิธีที่จะทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เช่น การใช้ยาสวนทวารหนัก กินอาหาร หรือสมุนไพรธรรมชาติ เช่น มะขามแขก ว่านหางจระเข้ หรือกินอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้สด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และปลอดภัยมากที่สุด

สัญญาณเตือนเบื้องต้น…ว่าร่างกายมีสารพิษตกค้าง

• มีอาการของโรคภูมิแพ้ เช่น การแพ้กลิ่นต่างๆ แพ้อากาศ เป็นต้น

• ร่างกายอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย ขี้ลืม สมองไม่ปลอดโปร่ง

• มีสิว และผดผื่นขึ้น ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยง่าย ผิวแห้ง และหยาบกร้าน ดูแก่กว่าวัย

• มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ไม่สบาย หรือเป็นหวัดง่าย

• ปวดศีรษะบ่อยๆ หรืออาจปวดถึงขั้นไมเกรน

• ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น หรือมีแผลในช่องปาก

• จุกเสียดแน่นท้อง ระบบขับถ่ายมีปัญหา ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ

• อารมณ์แปรปรวนง่าย หรือมีภาวะตึงเครียด

• นอนหลับพักผ่อนยาก หรือนอนหลับไม่สนิท

• เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

• มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อต่างๆ

อาหารกับการล้างพิษ

อาหารก็ไม่ต่างจากยารักษาโรค อาหารมีทั้งคุณ และโทษ อาหารที่มีประโยชน์ในเวลาปกติ บางชนิดอาจก่อให้เกิดโทษได้โดยไม่รู้ตัว หากกินในขณะล้างพิษ shania กล่องเขียว.

วิตามินซี 1000 การค้นพบวิตามินซี เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีที่แล้ว

วิตามินซี 1000 การค้นพบวิตามินซี เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีที่แล้ว ในยุคที่การเดินเรือกำลังเฟื่องฟู ลูกเรือที่ไปกับเรือนั้นโอกาสรอดชีวิตมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุก็ไม่ใช่จากเรือล่ม พายุ หรือถูกโจรสลัดปล้น แต่เกิดขึ้นจากโรคชนิดหนึ่ง คือ ลักปิดลักเปิด (scurvy) โรคลักปิดลักเปิด จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเดินเรือเป็นระยะเวลานาน ตอนนั้นมีการสังเกตว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออาหารประเภทผักและผลไม้ที่บรรทุกมาหมดไป (ลูกเรือก็จะได้กินแต่พวกธัญพืช และเนื้อต่างๆ) หลังจากนั้นก็มีการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างผัก ผลไม้ กับโรคลักปิดลักเปิด แพทย์ได้แบ่งกลุ่มลูกเรือที่มีอาการของลักปิดลักเปิดเป็นหลายๆกลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มจะได้รับอาหารดังนี้ คือ น้ำส้มสายชู (vinegar) กรดซัลฟูริค (sulfuric acid) น้ำทะเล (seawater) และพืชกลุ่มซิตรัส (citrus fruit) เช่น ส้ม และมะนาว โดยผลที่เกิดขึ้นนั้น กลุ่มที่ได้รับพืชซิตรัสจะใช้เวลาไม่นานก็หายจากลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นผลมากจากวิตามินซีนั่นเอง วิตามินชนิดนี้ก็เลยได้ชื่อว่า ascorbic acid (ชื่อทางเคมีของวิตามินซี) มีความหมายว่า no-scurvy (a+scorbutus)
วิตามินซีกับการทำงานของร่างกาย เป็นตัวร่วมของเอนไซม์หรือโคเอนไซม์ (coenzyme) ในร่างกายหลายกระบวนการ การสร้างคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) เกี่ยวข้องกับการสร้างสารสื่อประสาท (neurotransmitters) มีส่วนร่วมกับการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ดังนั้นการขาดวิตามินซีจึงทำให้มีอาการเหนื่อยล้าได้ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ (natural antioxidants)โคเอนไซม์ (coenzyme) คือ สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์ ทำให้เอนไซม์สามารถทำหน้าที่ได้ วิตามินซี 1000.

วิตามินซี 1000

วิตามินซี 1000 การดูดซึมวิตามินซีในร่างกาย acerola cherry

วิตามินซีถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหารโดยกระบวนการที่ใช้พลังงาน (active transport) และการแพร่ผ่านเยื่อบุเซลล์ (simple diffusion) อะเซโรล่า เชอรี่
เมื่อรับประทานวิตามินซีในช่วง 30-180 มิลลิกรัมต่อวัน มันจะถูกดูดซึมร้อยละ 70-80
ถ้ารับประทานในขนาดสูงเช่นวันละ 1,000 มิลลิกรัม การดูดซึมจะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 50
นอกจากนี้ลำไส้จะดูดซึมวิตามินซีได้ลดลงถ้าบริโภคมากกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม
หลังจากนั้นวิตามินซีจะถูกขับออกในรูปไม่เปลี่ยนแปลงทางไตออกมากับปัสสาวะ
จะเห็นว่าถ้าเราทานวิตามินในขนาดสูง การดูดซึมก็จะลดลง วิตามินซี 1000

เจาะลึกหน้าที่ในร่างกาย

แม้ว่าวิตามินซี (vitamin C) จะไม่ให้พลังงานเหมือนกับสารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ไขมัน (fat) และโปรตีน (protein) แต่ก็มีความสำคัญต่อกระบวนการแมทาบอลิซึม (metabolism) ของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการทำงานเป็นปกติ

หน้าที่ของวิตามินซีแบบเจาะลึกในร่างกายของเรา มีดังนี้

วิตามินซี vitamin c สารต้านอนุมูลอิสระ

เนื่องจากวิตามินซีเป็นกรด รวมถึงมีหมู่ไฮดรอกซี่ (hydroxyl group; OH) จึงเป็นตัวให้อิเล็กตรอน (electron donor) ในปฎิกิริยาเคมีของร่างกาย โดยเฉพาะกระบวนการไฮดรอกซิเลชั่น (hydroxylation) นอกจากนี้หมู่ไฮดรอกซี่ยังมีความสำคัญที่ทำให้มันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อีกด้วย
ในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (collagen) นั้นมันจะทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ ให้กับ เอนไซม์โพรพิลไฮดรอกซิเลส (propyl hydroxylase) และไลซิลไฮดรอกซิเลส (lysyl hydroxylase) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนแปลงกรดอะมิโน (amino acid) สองชนิดคือ โพรลีน (proline) และไลซีน (lysine) ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคอลลาเจน ดังนั้นการขาดวิตามินซีจึงลดการสร้างคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวหนังมีรอยเหี่ยวย่น ดูแก่กว่าวัย วิตามินซี 1000 เส้นเลือดเปราะบางทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด
นอกจากการสังเคราะห์คอลลาเจน (collagen) แล้ว วิตามินซียังเกี่ยวข้องกับการสร้างสารนอร์อะดีนาลีน (noradrenaline) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่จะหลั่งออกมาตอนที่เรามีความตื่นเต้น สารนี้จะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ (ตอนเราตื่นเต้นหัวใจจะเต้นแรง) ดังนั้นถ้ากระบวนการสังเคราะห์นอร์อะดีนาลีนผิดปกติ อาจส่งผลหลายประการ เช่น ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึมเศร้า และภาวะโรคคิดว่าตนเองป่วย (hypochondriasis) ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในคนที่เป็นลักปิดลักเปิด
เป็นโคเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในการสังเคราะห์คาร์นิทีน (carnitine) โดยคาร์นิทีน มีความจำเป็นสำหรับการขนส่งกรดไขมันสายยาว (long-chain fatty acid) เข้าสู่ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยกระบวนการเบต้าออกซิเดชั่น (β-oxidation) ดังนั้นอาการเริ่มแรกของลักปิดลักเปิด จะมีอาการเหมือนขาดพลังงาน เช่น เหนื่อยล้า (fatigue)
วิตามินซีมีความสำคัญต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก (iron) โดยจะเปลี่ยนเหล็กรูปแบบที่ดูดซึมไม่ได้ (ferric) ไปเป็นรูปแบบที่ดูดซึมได้ (ferrous)
นอกจากนี้มันยังเป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญในอีกหลายปฏิกิริยา เช่น การเปลี่ยนคอเลสเตอรอล (cholesterol) ไปเป็นกรดน้ำดี (bile acid) หรือกระบวนการแมทาบอลิซึมของกรดอะมิโนไทโรซีน เป็นต้น
อาการข้างเคียง

มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงเมื่อได้รับวิตามินซี มากกว่า 3 กรัมต่อวัน อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้แก่ ท้องเสีย อึดอัดไม่สบายท้อง พบยูริคในปัสสาวะ พบออกซาเลทในปัสสาวะ น้ำตาลต่ำ และอาการข้างเคียงทางผิวหนัง
การได้รับขนาดสูงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดนิ่ว (oxalate stone formation) และภาวะเหล็กเกิน (มีการดูดซึมเหล็กมากขึ้น)
แหล่งของวิตามินซี และความต้องการของร่างกาย วิตามินซี 1000.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง เมื่อพูดถึงอาหารเสริมบำรุงสมอง “น้ำมันตับปลา”

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง เมื่อพูดถึงอาหารเสริมบำรุงสมอง “น้ำมันตับปลา” (Cod Liver Oil) เป็นสารสกัดอีกตัวหนึ่งที่เรานึกถึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะน้ำมันตับปลาเข้ามามีบทบาทในวงการอาหารเสริมเพื่อสุขภาพของบ้านเรามานานแล้ว มีสารพัดยี่ห้อให้เลือกสรร ไม่ว่าจะในรูปของซอฟเจล แคปซูล หรือน้ำก็ตาม โดยสกัดมาจากตับของปลาทะเล ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญหรือวิตามินที่สำคัญนั่นก็คือ วิตามินเอ และวิตามินดี นิยมใช้ในเด็กและวัยทั่วไปเพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูก และช่วยเสริมสุขภาพ การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะได้รับประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการรับประทานในปริมาณมากเพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ และสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมีปริมาณของวิตามินเอสูง อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเด็กทารกในครรภ์ได้ น้ำมันตับปลา กับการบำรุงสมอง อย่างที่ได้บอกไปว่าน้ำมันตับปลาเน้นไปที่ประโยชน์จากวิตามินเอและวิตามันดี จึงมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง แต่ประโยชน์หลักๆจะช่วยเสริมการทำงานของธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสได้เป็นอย่างดี จึงช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ฟันผุขั้นรุนแรง โรคกระดูกน่วม ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ วิตามินดีในน้ำมันตับปลายังช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอในน้ำมันตับปลาได้เป็นอย่างดี เป็นการเกื้อหนุนประโยชน์ซึ่งกันและกันในร่างกาย สามารถช่วยรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้ นอกจากนั้นยังปกป้องผิวหนัง และดวงตาจากการถูกทำลายจากมลพิษ มีประโยชน์ในการขับล้างสารพิษในร่างกาย ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการสมานแผล ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆได้ flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง ความแตกต่างระหว่างน้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลา
น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) เป็นอาหารเสริมที่สกัดจากตับของปลาทะเล เช่น ปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดีที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ โดยน้ำมันตับปลานั้นส่วนใหญ่จะมีปริมาณวิตามินเอและดี ในปริมาณที่สูง และได้น้ำมันด้วย
สำหรับน้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า3 ในทางการแพทย์คือ สามารถลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด flow อาหารเสริมบำรุงสมอง
นอกจากนี้ยังใช้ลดการอักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ที่มีอาการปวดข้อ การใช้เพื่อลดอาการคันและอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงิน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย รวมทั้งใช้ประโยชน์ของ DHA กับการพัฒนาสมองและดวงตา โดยมีการนำ DHA ไปเสริมในนมสำหรับทารก หรือหญิงมีครรภ์ และการใช้ในโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุ

โทษของน้ำมันตับปลา
การรับประทานน้ำมันตับปลา บำรุงสมองในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดพิษจากวิตามินเอได้ เช่น มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มีผลต่อระบบประสาท ทำให้ตับถูกทำลาย หิวกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และอาจทำให้ผมร่วง ผิวแห้งได้ ส่วนการได้รับวิตามินดีสะสมมากจนเกินไปนั้นก็อาจจะมีผลเสียต่อระบบเลือดได้เช่นกัน อาจทำให้ไตวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงไม่แนะนำซื้อมาให้เด็กรับประทานเป็นประจำและในปริมาณที่มากเกินไป นอกจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสั่ง เพราะอาจจะมีการสะสมในร่างกายมากจนเกินไปและทำให้เกิดอันตรายได้

ทุกวันนี้เราปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่า การรับประทานอาหารในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากสมัยอดีตเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้คนเรานิยมรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น แต่อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราควรจะบำรุงมากที่สุดกันละ ส่วนของร่างกายที่มนุษย์ใช้ในการคิด หรือก็คือสมองนั้นเอง นอกจากการเล่นเกมฝึกสมองหรือฝึกทักษะในด้านต่างๆ ก็ยังมีวิธีบำรุงสมองของเราให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานนั้นก็คือ flow อาหารเสริมบำรุงสมอง การกินอาหารที่มีสารบำรุงสมองนั้นเอง คำถามก็คือ อาหารอะไรที่มีสารอาหารที่ใช้บำรุงสมองกันละ หากพูดถึงอาหารอื่นๆ ที่บำรุงร่างกายแล้วเราก็สามารถที่จะตอบได้อย่างง่ายดายแต่อาหารที่ใช้บำรุงสมองคืออาหารชนิดใด วันนี้เราจะมาเขียนถึงอาหารที่ใช้บำรุงสมองกัน

อาหารบำรุงสมอง1

อันดับแรก บลูเบอร์รี่ Blueberries Steven Pratt ผู้บริหารของนิตยสาร Superfoods เรียกเบอร์รี่แสนอร่อยชนิดนี้ว่า “Brainberries” แปลอย่างง่ายๆ ว่าเบอร์รี่สมอง งานศึกษาวิจัยของ โรงพยาบาล Scripps Memorial กล่าวว่า การทดลองในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่า บลูเบอร์รี่ มีส่วนช่วยในการปกป้องสมองจากอาการเครียดและยังลดผลการเกิดอาการโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อม นอกจากนี้สารอาหารใน บลูเบอร์รี่ยังสามารถช่วยให้พัฒนาความสามารถในด้าน motor skill เป็นความสามารถในการทำงานด้านเคลื่อนไหวร่างกายของหนูทดลองที่อายุมากให้มีประสิทธิภาพเท่าตัวที่อายุน้อยกว่า flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

super nano collagen ในปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์

super nano collagen ในปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์คอลลาผง คอลลาเจนเม็ด วางขายอยู่รอบๆตัวเต็มไปหมด ทั้งในอินเตอร์เน็ต ในร้านสะดวกซื้อ แถมยังมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก เช่น คอลลาเจนแบบผง แบบเม็ด เป็นต้น ความหลากหลายเหล่านี้ทำให้คุณสาวๆหลายๆคนผู้รักสุขภาพและความงาม ที่อยากให้ผิวกระชับเนียนสวย เกิดคำถามยอดฮิตว่า ในเมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาวางขายมากมายจนตาลายแบบนี้ แล้วควร ทานคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดี…? สำหรับในวันนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณสาวๆที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ยี่ห้อคอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด ในดวงใจ บทความชิ้นนี้ จะขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อคอลลาเจนอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นข้อมูลที่ช่วยในการประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างถูกต้อง วิธีการเลือกคอลลาเจน การเลือกสรรว่าคอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด ยี่ห้อไหนดี และปลอดภัย ก่อนทำการซื้อ คุณสาวๆควรทำการพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1.มีปริมาณคอลลาเจนไม่เกิน 10,000 มิลลิกรัม สำหรับการรับประทานใน 1 วัน สำนักงานอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้สามารถรับประทานคอลาเจนได้ไม่เกินจำนวน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภคได้ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมที่แนะนำในการรับประทานใน 1 วัน คือ ไม่เกินวันละ 5,000 มิลิกรัม ก็ถือว่าเพียงพอแล้วต่อความต้องการของร่างกาย ฉะนั้น การทานคอลลาเจนปริมาณมากๆใน 1 วัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวสวยเต่งตึงขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น การรับคอลลาเจนในปริมาณน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการได้รับเพียงครั้งเดียวในปริมาณมากๆ super nano collagen.

super nano collagen

super nano collagen 2.มีการรับรองจากสำนักงานอาหารและยา ซุปเปอร์ นาโน คอลลาเจน
เป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจ เพราะการที่เราจะรับประทานอาหารเสริมเข้าไปในร่างกาย ก็ควรที่จะได้รับรองความปลอดภัยในระดับหนึ่งเสียก่อน ถ้าหากเป็นของที่ไม่รู้ที่มา ไม่ทราบแหล่งผลิต ส่วนประกอบเป็นปริศนา ก็ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน เพราะอาจจะเป็นเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายได้

3.เลือกชนิดของคอลลาเจนที่ดูดซึมได้ง่าย
ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนผง หรือ คอลลาเจนเม็ด มักถูกทำขึ้นมาจากปลา หมู ไก่ เป็นต้น แต่ชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายที่สุด คือ คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเล และควรเลือกคอลลาเจนแบบที่มีโมเลกุลต่ำ เพราะร่างกายสามารถที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น super nano collagen

4.พิจารณาส่วนประกอบอื่นๆในผลิตภัณฑ์
คอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด จำเป็นที่จะต้องใช้สารอาหารหรือวิตามินประเภทอื่นๆมาช่วยเสริม เพื่อช่วยในการดูดซึมเข้าไปในร่างกาย เช่น วิตามินซี กลูโคซาไมด์ ไฮยารูลอน วิตามินอี เป็นต้น

อยากจะบอกว่า เราอยู่ในยุคที่อาหารเสริม และวิตามินต่างๆ วางเรียงรายอยู่ในผลิตภัณฑ์มากมายให้เลือกสรรในร้านขายยา หรือร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่ง คอลลาเจนเม็ด เอง super nano collagen ก้เป็นหนึ่งในสินค้าจำนวนมาก ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายของตัวเอง

ถึงแม้เราจะทราบกันดีว่า คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสัเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่ออายุร่วงเลยมากขึ้น การสังเคราะห์คอลลาเจนภายในร่างกายเองก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลงตามไปด้วย ทำให้การเสริมคอลลาเจนจากแหล่งอื่นๆภายนอกร่างกายตามธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งแหล่งหลักๆของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถได้รับก็คือ จากมื้ออาหารตามธรรมชาติ และจากแหล่งอาหารเสริมสำเร็จรูป เช่น คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เป็นต้น super nano collagen.

หลินจือมิน เห็ดหลินจือ ยอดแห่งสมุนไพรจากแผ่นดินจีน

หลินจือมิน เห็ดหลินจือ ยอดแห่งสมุนไพรจากแผ่นดินจีน ความหวังของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต้านมะเร็ง เสริมภูมิต้านทาน เสริมการรักษา-ลดความทรมานจากเคมีบำบัด ขับพิษ บำรุงร่างกาย ปราศจากผลข้างเคียง หากจะพูดถึงโรคมะเร็งแล้ว มะเร็งถือว่าเป็นโรคร้ายอันดับต้น ๆ และเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดในแต่ละปี เพราะโรคมะเร็งนั้น เมื่อเป็นแล้วก็ยากจะรักษา หากปล่อยให้ลุกลามก็ทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน และถึงแม้ว่าจะพอมีวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการใช้รังสีอยู่บ้าง ผู้ป่วยก็ล้วนต้องเผชิญกับผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ ท้องร่วง หรือเกิดรอยฟกช้ำที่ผิวหนังได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทรมานกับการต่อสู้มะเร็งร้ายอยู่ไม่น้อย กว่าที่เซลล์มะเร็งจะถูกกำจัดหายไป แต่นอกเหนือจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือคีโมแล้ว จะมีสักกี่คนที่รู้บ้างว่า มีเห็ดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง และลดผลข้างเคียงจากการทำคีโมได้ (กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว) รวมถึงช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง สำหรับคนที่ยังไม่เป็นมะเร็งอย่างได้ผล ซึ่งเห็ดที่กำลังจะพูดถึงนี้ คือเห็ดที่ได้รับฉายาว่าเป็นยาอายุวัฒนะอย่าง เห็ดหลินจือ นั่นเอง หลินจือมิน.

หลินจือมิน

หลินจือมิน เห็ดหลินจือ (Ling Zhi, Reishi) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum เป็นยาจีนชั้นสูง ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี ได้รับการบันทึกไว้สรรพคุณไว้ใน ตำรา “เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง” ตั้งแต่ยุคสมัยฮั่นของจีน มีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลิงจือ เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู เห็ดอมตะ เห็ดศักดิ์สิทธิ์ และยังถูกเรียกว่าราชาสมุนไพรเนื่องจากสรรพคุณทางยาในการบำรุงร่างกาย ขับพิษ ป้องกันและรักษาโรคที่ดีเลิศกว่าสมุนไพรชนิดอื่น เห็ดหลินจือนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและมีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่นิยมนำมาบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรคมากที่สุดก็คือ เห็ดหลินจือแดง เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุด linhzhimin

ด้วยสรรพคุณทางยาที่มากมายของเห็ดหลินจือ ทำให้มันถูกนำมาใช้มาเป็นหนึ่งในสมุนไพรต้านมะเร็ง โดยทางการแพทย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้มีการศึกษาวิจัยแล้วว่า เห็ดหลินจือนั้นมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็งที่ได้ผลดีเยี่ยม และหากใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ก็จะช่วยลดผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย ซึ่งสรรพคุณของเห็ดหลินจือที่ออกฤทธิ์ต่อโรคมะเร็ง นพ.บรรเจิด ตันติวิท ผุ้เขียนหนังสือ”หลินจือ กับ ข้าพเจ้า” ระบุว่า มีดังนี้ หลินจือมิน
เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือกับการต้านโรคมะเร็ง

1. เห็ดหลินจือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี สามารถขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้

2. เห็ดหลินจือช่วยทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลง ซึ่งจะช่วยให้ให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปต่อสู้ทำลายเซลล์มะเร็งได้

3. เห็ดหลินจือช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้สามารถออกฤทธิ์ต่อต้านกับเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ ทั้งยังไม่ทำลายเซลล์ปกติที่อยู่รอบเซลล์มะเร็งอีกด้วย

4. เห็ดหลินจือช่วยร่างกายเพิ่มระดับและความสามารถในการสังเคราะห์เม็ดเลือด ซึ่งรวมถึงปริมาณของเม็ดเลือดขาว ที่จะถูกสังเคราะห์มากขึ้นเช่นกัน

5. เห็ดหลินจือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวในการทำลายเซลล์มะเร็ง จากการวิจัยพบว่าเม็ดเลือดขาว ชนิด Macrophage เมื่อได้รับสารสกัด Polysaccharide จากเห็ดหลินจือ จะมีการสร้างสารเคมีที่ช่วยในการต้านมะเร็งเพิ่มขึ้น 5 – 29 เท่า

6. เห็ดหลินจือจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของตับที่ถูกทำลายจากการรับประทานยาจำนวนมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น

7. ในการแพทย์แผนจีน โรคมะเร็งนั้นอาจะเรียกได้ว่าเป็นโรคที่เกิดจากพิษ การทานเห็ดหลินจือที่มีสรรพคุณในการขับพิษ จึงช่วยลดสารก่อมะเร็งได้

8. หากมีการใช้เห็ดหลินจือความคู่กับการทำเคมีบำบัด จะช่วยผลข้างเคียงและความเจ็บปวดจากการทำเคมีบำบัดได้

9. ในการใช้เห็ดหลินจือความคู่กับการทำเคมีบำบัดนั้น หากมีการใช้วิตามินซีร่วมด้วย จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซับ สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ในเห็ดหลินจือได้มากขึ้น ซึ่งสารนี้จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง และช่วยปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน

และนอกเหนือจากสรรพคุณข้างต้นนี้ เห็ดหลินจือยังมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะช่วยในเรื่องระบบหมุนเวียนโลหิต ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ล้างพิษ ชะลอวัย บำรุงผิวหนังให้นุ่มและชุ่มชื้น รวมถึงการบำรุงระบบประสาท ส่วนสำหรับวิธีการนำเห็ดหลินจือมารับประทานนั้น มีดังนี้

วิธีใช้

1. ดอกเห็ดหลินจือฝานบาง ๆ ประมาณ 2-3 ชิ้น

2. ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที

3. ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา เพราะไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ช่วงเวลาที่ร่างกายจะสามารถดูดซับสารจากเห็ดหลินจือได้ดีที่สุดนั้น ก็คือช่วงเวลาที่ท้องว่าง โดยแนะนำให้ดื่มในช่วงตื่นนอนในตอนเช้า หรือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง

4. เห็ดหลินจือใช้ทานเพื่อเป็นยา ไม่ควรนำไปปรุงร่วมกับอาหารชนิดอื่น

5. สามารถทานเห็ดหลินจือได้เรื่อย ๆ เพราะเป็นยาอายุวัฒนะ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

6. กรณีทานยาเม็ดแคปซูลที่เป็นสารสกัดจากเห็ดหลินจือเพื่อต้านมะเร็งนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะตัดสินใจใช้เห็นหลินจือเป็นยาเสริมนั้นควรจะมีการปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาหรือแพทย์ผู้ให้เคมีบำบัดก่อนทุกครั้ง แต่แม้ว่าเห็ดหลินจือจะเป็นยาวิเศษ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคบางชนิด เห็ดหลินจือก็อาจก่อให้เกิดผลที่ตรงข้าม ยาวิเศษอาจกลายเป็นยาพิษได้เช่นกันหากใช้กันผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกรณีต่อไปนี้

ข้อควรระวัง

1. ห้ามใช้เห็ดหลินจือ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease) ซึ่งภูมิคุ้มกันในร่างกายจะเข้าโจมตีตัวเอง นั่นเพราะเห็นหลินจือจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภุมิคุ้นกันในร่างกาย ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายมากขึ้น หลินจือมิน ซึ่งโรคในกลุ่มนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยได้แก่ โรคลูปัส หรือ เอสแอลอี (SLE) หรือ โรคพุ่มพวง นั่นเอง

2. ห้ามใช้เห็ดหลินจือ ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน เพราะมีแนวโน้มที่ผลจากเห็ดหลินจือจะเข้าไปลบล้างหรือขัดขวางการบำบัดด้วยยากดภูมิ

ดังจะเห็นได้จากข้างต้นว่าเห็ดหลินจือนั้นเป็นยาที่สามารถบำรุงร่างกายและยังมีฤทธิ์ในการระงับมะเร็งอย่างได้ผล ซึ่งนั่นก็จะสร้างความหวังในการรักษาและบำบัดอาการแก่ผู้ป่วยที่ต้องทรมานจากโรคมะเร็งมากขึ้น อย่างไรก็ดี สุขภาพที่ดีต้องสร้างขึ้นด้วยมือของเราเอง อีกหนึ่งวิธีการป้องกันตัวให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งนั้นก็คือ การดูแลในเรืองอาหารการกิน ซึ่งนับเป็นสิ่งไม่ยากที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
ทานอาหารอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

1. ผักและผลไม้ ในแต่ละปีควรเลือกทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย ผักและผลไม้บางประเภทมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์ที่ก่อมะเร็ง อีกทั้งยังมีสารต้านมะเร็ง สามารถยับยั้งการเกิดสารมะเร็งได้ เช่น คะน้า บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ กระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ผักโขม แครอท แอปเปิล ส้ม บีทรูท เห็ดหลินจือ

2. น้ำสะอาด ช่วยทำความสะอาดและขจัดสารพิษสิ่งสกปรกออกจากเซลล์ในร่างกาย ควบคุมสมดุลกรดด่างและยังนำสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์ด้วย จึงควรดื่มน้ำสะอาดในอุณหภูมิปกติให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้ว

3. ธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง โดยฉพาะ ลูกเดือย ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก จึงลดการเกิดโรคมะเร็งได้

4. ลดการรับประทานเนื้อสัตว์สีแดงและหันมาทานอาหารจำพวก เนื้อปลา เป็ด ไก่ หรือเนื้อสัตว์เล็กอื่นแทน

5. งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์

6. จำกัดการทานอาหารมันและน้ำมัน ทางที่ดีควรเลือกทานกลุ่มน้ำมันพืช
แม้ว่าการรับประทานอาหารจะไม่ใช่ทั้งหมดของการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่มีปัจจัยเหตุในการเกิดโรคหลายทาง แต่นี่ก็คือสิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราสามารถมารถกระทำได้ด้วยตัวเอง หันมาเอาใจใส่กับตัวเองสักนิดเพื่อชีวิตที่สดใส เพราะสิ่งที่เราจะได้รับนั้นไม่ใช่เพียงการสร้างเกราะต้านมะเร็งให้กับตนเองเท่านั้น แต่มันคือการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคภัยต่าง ๆ และแน่นอนว่า ต้องไม่ลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ หลินจือมิน.

l-gluta berry plus วิธีทําให้ผิวขาว ด้วยตัวเอง ผักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

l-gluta berry plus วิธีทําให้ผิวขาว ด้วยตัวเอง ผักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ นอนระหว่าง 3 ทุ่มถึงตี 4 และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง การนอนดึกจะทำให้ระบบต่าง ๆในร่างกายเสื่อมโทรม อายุสั้นลง ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันโรคทำงานไม่เป็นปกติ ทำให้มีสุขภาพผิวที่ไม่ดีตามม ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อสุขภาพผิวที่ดี เปล่งปลั่ง สดใส เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคลสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา และยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ผิวใสไม่มีสิวอีกด้วย ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ผิวดูสดใส ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นไม่เหี่ยวย่น รับประทานผักผลไม้สดเป็นประจำ ทำให้ผิวสวย ดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ส้ม มะเขือเทศ แตงโม มะนาว ฝรั่ง ฟักทอง เป็นต้น ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารที่มีคอลลาเจน ขับถ่ายให้เป็นปกติ จะทำให้ผิวพรรณและหน้าตาดูสดใสขึ้น ทำจิตใจให้ร่าเริง แจ่มใส ช่วยลดความเครียด และยังช่วยชะลอวัย ทำให้ผิวมีสุขภาพดีได้ด้วย งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย การอบไอน้ำ ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนได้ มีผลทำให้ผิวดูสะอาด สดใสเปล่งปลั่ง l-gluta berry plus.

l-gluta berry plus

l-gluta berry plus มาดูแลผิวหน้าของเรากันเถอะ! แอล กลูต้า เบอร์รี่ พลัส

สวัสดีค่ามาแบบทางการเล็กน้อยถึงปานกลางจะมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง การดูแลรักษาผิว ยิ่งช่วงอากาศร้อนๆแบบนี้ หลายคนอาจจะเจอปัญหาแบบตูนเลยคือ หน้าค่อนข้างมัน แต่แห้งกร้าน แถมมีสิวประปรายอีก อย่างนี้ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะพื้นฐานการแต่งหน้าให้ออกมาดูดีนั้น เริ่มต้นจากการดูและผิวหน้าค่ะ

ที่ตูนพูดให้ฟังเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและการค้นหาข้อมูลในโลกออนไลน์นะคะ หากมีข้อผิดพลาดส่วนไหน รบกวนเพื่อนๆชี้แจงได้เลยค่ะ ถือซะว่ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเนอะ l-gluta berry plus

ก่อนอื่นเลยค่ะ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า สภาพผิวหน้าเราเป็นแบบไหน

จริงๆสภาพผิวมีหลายประเภทนะ แต่จะพูดถึง 3 ประเภทนี้ละกันนะ

1. ผิวหน้าแห้ง : คือผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมาน้อย ไม่ค่อยมีรูขุมขน ผิวดูละเอียด แต่แห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น คนผิวมันอาจจะแอบอิจฉาคนผิวแห้งเล็กๆนะว่า แต่งหน้ายังไงก็ได้ สิวไม่ขึ้น หน้าไม่เยิ้ม แต่จริงๆแล้วคนผิวหน้าแห้งนี่แหล่ะเจ้าริ้วรอยจะถามหาเร็วสุดเพราะสภาพผิวหน้าแห้งกร้าน

2. ผิวหน้ามัน : สภาพผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมาเยอะ ทำให้ใบหน้ามัน รูขุมขนกว้าง เสี่ยงต่อการเป็นสิวเพราะสิ่งสกปรกมาเกาะง่าย

3. ผิวผสม : ทั้งมันและแห้ง โดยจะมันช่วยทีโซน คือ ตรงกลางจมูกและหน้าผาก และช่วงแก้มก็จะแห้ง จริงๆมองโดยรวมเหมือนผิวจะดีนะ แต่แอบเสี่ยงต่อการเป็นสิวเสี้ยนได้ง่ายมาก

คือจริงๆเราควรจะรู้จักสภาพผิวหน้าของเราก่อน จะได้รู้ว่าควรจะรักษาผิวอย่างไร ผลิตภัณฑ์แบบไหนเหมาะกับเรา เมื่อเราเลือกได้ถูกต้องแล้ว จะทำให้มีสุขภาพผิวดี มั่นใจในผิว กล้าอวดผิว และทำให้แต่งหน้าแล้วดูดีได้อีกด้วย

ตอนเล่นน้ำมันก็สนุกจริงอยู่หรอก แต่พอกลับมาบ้านเท่านั้นแหละ หันมาดูผิวที่หน้าที่ตัวแล้ว หมดสนุกกันเลยทีเดียว จริงไหม? นี่ขนาดโบ๊ะด้วยครีมกันแดดขั้นเทพหลายชั้นแล้วก็ตาม ยิ่งเป็นสาวๆวัยรุ่น ด้วยแล้วเรื่องผิวพรรณ ส่วนใหญ่ก็อยากจะมีผิวที่ขาวใสเกาหลี กันทั้งนั้นจริงไหม? วันนี้เราเลยมีวิธีฟื้นฟูสภาพผิว ให้ขาวเร็วขึ้นมาฝากกันค่ะ ไม่ยากเลย ไปทำกันเลยดีกว่า

เลิกซ้ำเติมผิวที่คล้ำเสีย โดยการไปตากแดดแรงๆ อีก จึงควรที่จะใส่เสื้อคลุม หรือเสื้อแขนยาวออกไปไหนมาไหนในเวลากลางวัน และพกร่มกันยูวี เพื่อ ผิวขาว
กว่าจะกลับมาผิวขาวเหมือนเดิมได้ ควรใช้ครีมกันแดด l-gluta berry plus บนใบหน้า และแขน ลำคอ เป็นประจำทุกวัน ก่อนออกจากบ้าน หรือเป็นประจำทุกเช้า
เทคนิคให้ ผิวขาว ไวขึ้น ก็ควรบำรุงด้วยครีม ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี และโลชั่นที่ช่วยเรื่องผิวคล้ำเสีย ช่วยในการบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นกระจ่างใสขึ้น
งดการขัดผิวในช่วง 2 อาทิตย์แรกหลังจากการโดนแดดจนดำคล้ำ เพราะช่วงนี้ผิวโดนทำลายจึงไม่ต้องการซ้ำเติมอย่างรุนแรงจากการขัดผิว จึงควรอาบน้ำให้สะอาด โดยใช้ฟองน้ำลูบไล้เบาๆ ในการทำความสะอาดผิวกาย หลังจาก 2 อาทิตย์ให้ใช้การพอกผิว หรือการขัดผิวที่ไม่รุนแรงได้ เพื่อนำเซลล์ส่วนที่ตายแล้วให้หลุดลอกออก
แช่น้ำนม ง่ายๆ ที่บ้าน โดยการซื้อนมสดพลาสเจอร์ไลท์ สัก 5-10 กล่อง ผสมกับน้ำ (ในอ่างอาบน้ำ ที่บ้าน) ดูแล้วน้ำเป็นสีน้ำนม พอให้นอนแช่ตัวลงไปได้ ใครชอบน้ำอุ่นก็ผสมกับน้ำอุ่น ใครชอบน้ำเย็นๆ ก็ใส่น้ำแข็งลงไปด้วย หรือจะเป็นน้ำปกติก็ได้ โดยแช่สัก 20-30 นาทีขึ้นไป แล้วแต่ใครมีเวลามากน้อย โดยไม่ต้องล้างออก สามารถเช็ดตัวได้เลย

ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือก (ล้างยางออก) ทาบริเวณผิวที่คล้ำเสีย สามารถใช้ได้ทั้งใบหน้า ลำคอ และแขน ทาทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น และช่วยบำรุง ลดการคล้ำเสียของผิว ทำได้บ่อยๆ
พอกผิวด้วยโยเกิร์ต รสธรรมชาติ ก่อนอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ และนำโยเกิร์ตมาพอกหน้า ลำคอ หรือทั่วร่างกาย หากกลัวเปลืองอาจใช้ทาเฉพาะบริเวณผิวที่คล้ำเสีย ทั้งไว้ 20 นาที (ระหว่างที่รอเวลา อาจเอาตะไบเล็บขัดเล็บ, ล้างหน้า แปรงฟัน หรืออ่านหนังสือ) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด l-gluta berry plus.

 

de white gluta กลูต้า หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่ากลูต้ากัน

de white gluta กลูต้า หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่ากลูต้ากันเป็นอย่างดี แต่น่าจะ มีหลายๆ คนที่ไม่มั่นใจว่าจริงๆ แล้วกลูต้าคืออะไร กลูต้าคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถ สร้างขึ้นได้เอง กลูต้ามีส่วนช่วยตับในการขับสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้กลูต้ายังมีส่วนช่วยยับยั้งเม็ดสีผิว ช่วยลดความหมองคล้ำและช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสด้วยค่ะ วิตามินซี วิตามินซีคือสารอาหารอย่างนึงที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ วิตามินซีเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด หอบหืด และไซนัสได้ด้วยค่ะ นอกจากนี้วิตามินซียังมีส่วนช่วยบำรุงให้ผิวดูขาวใส ช่วยลบเลือนจุดด่างดำและทำให้ผิวดูขาวกระจ่างใสแบบมีออร่าด้วยค่ะ สารกันแดด ถ้าอยากมีผิวขาวกระจ่างใส สารกันแดดคือตัวช่วยสำคัญเลยค่ะ สารกันแดดมี 2 ประเภทค่ะ แบบแรกคือแบบสะท้อนแสง ในวงการแพทย์มักเลือกใช้แบบนี้เพราะสารกันแดดประเภทนี้จะทำหน้าที่ช่วยสะท้อนแสงแดดออกไปป้องกัไม่ให้รังสี UV ผ่านเข้ามาโดนชั้นผิวหนังได้นั่นเองค่ะ ส่วนประเภทที่ 2 จะเป็นแบบดูดซับแสง แบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าที่ควร เพราะสารประเภทนี้ อาจดูดซึมรังสี UV ได้เพียงแค่บางชนิดเท่านั้น และอาจทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารกันแดด นอกจากจะช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยป้องกันแสงแดดไม่ให้ผิวเกิดการหมองคล้ำ และช่วยป้องกันสีผิวไม่สม่ำเสมอด้วยค่ะ de white gluta.

de white gluta
de white gluta อาร์บูติน ดีไวท์ กลูต้า
อาร์บูตินเป็นสารสกัดธรรมชาติจาก Bearberry ซึ่งมีส่วน
ช่วยทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ผิวให้ยับยั้งการทำงานของเมลานิน (เม็ดสีผิว) จึงช่วยลดอาการหมองคล้ำ และช่วยลดจุดด่างดำ
ให้ดูจางลงด้วยค่ะ นอกจากนี้อาร์บูตินยังมีส่วนช่วยให้ผิวดู
อ่อนกว่าวัย เนียนนุ่ม และช่วยคืนความกระจ่างใสให้กับผิวด้วยค่ะ de white gluta
คอลลาเจน
หลายคนคงได้ยินคำว่าคอลลาเจนกันบ่อยๆ คอลลาเจน
คือโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย คอลลาเจนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากเพราะเป็นตัวช่วยเชื่อมเซลล์และอวัยวะในร่างกายให้รวมเข้าด้วยกัน และยังช่วยปกป้องอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายของเราอีกด้วยค่ะ แต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสมัยนี้มักนำเอาคอลลาเจนมาเป็นส่วนประกอบที่ช่วยบำรุงผิว เพราะคอลลาเจนมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและเรียบเนียนให้กับผิว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและไม่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มเอิบ และดูกระจ่างใสด้วยค่ะ

เมื่อพูดว่า “ผิวขาว” เชื่อเลยค่ะว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายนั้นคงต้องถึงกับชะงักงันในคำพูดนี้กันเลยทีเดียว และเมื่อเราพูดว่าเรามีวิธีทำให้ผิวขาวขึ้นได้ด้วยละคะ คุณผู้หญิงทั้งหลายกำลังจะนึกถึงอะไรกันบ้างเอ่ย… แน่นอนคะว่าผู้หญิงไทยอย่างเราหรือใครก็อยากมีผิวขาวด้วยกันทั้งนั้นและวันนี้เราก็มีหลากหลายวิธีในการทำผิวของคุณนั้นขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแบบไม่อันตรายมาฝากกันด้วยค่ะ

หากพูดถึงวิธีทำผิวขาวผู้หญิงหลายคนอาจหูผึ่งและยิ่งเมื่อได้รู้ว่ามีวิธีที่จะสามารถทำให้คล้ำ ๆ ของคุณทำให้กลาย เป็นผิวขาวใสขึ้นได้ คุณผู้หญิงหลายคนคงจะไม่ปฏิเสธถึงเคล็ดลับ 27 วิธีทำให้ผิวขาว ที่เรากำลังจะบอกคุณ ๆ ใช่ไหม

วิธีขัดผิว (Exfoliating) หมายถึง การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวหน้ารากศัพท์ของมันมาจากคำว่า “foliage” ซึ่งแปลว่าใบพืช เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อิพิเดอร์มิส (Epidermis) หรือผิวชั้นนอกเกิดขึ้นมาโดยผ่านกระบวนการสร้างจนมาเติบโตเต็มที่อยู่ชั้นบนสุดของผิวหนัง โดยเซลล์ที่อยู่ล่างสุดของชั้นนี้ที่เรียกว่า เซลล์แรกเริ่ม (Basal Cells) จะสร้างเซลล์ลูกซึ่งจะเคลื่อนตัวขึ้นไปจนกลายเป็นผิวชั้นนอก เซลล์เหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวกั้นระหว่างร่างกายเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นภายในและป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ผิว หลังจากเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าอยู่ประจำที่บนชั้นผิวหนังแล้วเซลล์ผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกโดยธรรมชาติ หากยังตกค้างอยู่บนผิวก็จะทำให้ผิวดูไม่มีชีวิตชีวาและดูเป็นสะเก็ด การขัดหน้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการกำจัดเซลล์เก่าที่บดบังความสดใสนั่นเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการขัดผิวก็ได้แก่ ฟองน้ำขัดรูปแบบต่าง ๆ เช่น ใยบวบหรือครีม เช่น เอเอชเอ แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถใช้ขัดผิวได้ การขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่าง
ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวด้วยวิธีรุนแรง และหากขัดมากเกินไปก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่น ๆ ได้ง่าย
ถ้าไม่กำจัดออกไปผิวจะเกิดการอุดตันและหายใจไม่ได้ ผลก็คือผิวจะหม่นหมองดูแล้วมีความมันหรือบางทีอาจทำให้เกิดสิวอุดตัน รวมทั้งทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวไม่ดีทำให้ของเสียเกิดการสะสมตัว
ถ้าต้องการขัดผิวหน้าก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าใครมีเซลลูไลท์แนะนำให้ขัดผิวบริเวณส่วนนั้นทุกวัน โดยใช้ถุงมือผ้าที่ใช้สำหรับอาบน้ำนวดขัดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและกำจัดของเสียออกทางระบบน้ำเหลือง
วิธีขัดผิวที่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องมีคือ ฟองน้ำสำหรับขัดผิวกาย ถุงมือผ้า อาบน้ำหรือใยบวบและผลิตภัณฑ์ขัดผิว เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าไม่แน่ใจลองปรึกษาคนขาย
เริ่มต้นที่ทำผิวเปียก นำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบา ๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนใช้น้ำล้างออกให้สะอาดซับให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น
ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดผิวควรเลือกที่เป็นครีมหรือเจล เนื้อครีมควรมีลักษณะเป็นเม็ดกลมเพื่อปกป้องผิวจากการระคายเคือง หรือเป็นแผลถลอกขณะที่ขัดนวดผิวบริเวณนั้นควรมีความชื้นพอหมาดแล้วล้างออกด้วยน้ำมาก ๆ
ใยบวบ หรือใยขัดธรรมชาติเป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ถ้าออกแรงขัดมากเกินไปอาจทำให้แสบผิวได้เพราะใยเหล่านี้มีลักษณะสากและหยาบ เวลาขัดจึงควรขัดเบา ๆ ไปทั่วร่างกายขณะอาบน้ำและเมื่อใช้เสร็จแล้วควรล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง
การใช้ผ้าสำหรับถูตัว หรือฟองน้ำถูตัวเวลาอาบน้ำก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งของการขัดผิวโดยใช้ร่วมกับสบู่หรือเจลอาบน้ำก็ได้
เลียนแบบจากสปาชั้นนำ โดยการใส่น้ำให้เต็มอ่างเติมเกลือเม็ดลงไปและเวลาที่ลงไปแช่ตัวอยู่ในอ่างให้ใช้เกลือ 1 กำมือ ขัดไปมาเบา ๆ ให้ทั่วตัวและล้างตัวด้วยน้ำสะอาด
แปรงผิวสามารถใช้ได้ดี โดยขัดเบา ๆ บนผิวที่แห้งก่อนอาบน้ำ de white gluta เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไปหรือจะใช้ในขณะอาบน้ำร่วมกับสบู่หรือเจลอาบน้ำก็ได้
การปรนนิบัติผิวให้นุ่มนวลขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นควรเริ่มด้วยการใช้น้ำมันนวดผิวก่อนอาบน้ำ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการขัดผิว เพื่อช่วยปรนนิบัติผิวสะอาดหมดจด สวยเนียนสดใสไปอีกนาน ๆ
เราสามารถทำครีมขัดผิวใช้เอง โดยการใช้เกลือเม็ดเล็ก ๆ ผสมกับน้ำมันทาผิว (Baby Oil) หรือน้ำมันมะกอกทาทั่วตัวทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที นวดให้ทั่วแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
สครับสำเร็จรูปมักมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีบีด (bead) ซึ่งอาจทำจากเกลือ น้ำตาล อัลมอนด์ ฯลฯ ช่วยในการขัดผิว มีน้ำมันช่วยหล่อลื่นมีกลิ่นหอมอีกทั้งมีส่วนประกอบในการบำรุงผิวอีกหลายชนิด
เราสามารถทำสครับใช้เองง่าย ๆ ด้วย การใช้ผักผลไม้ชนิดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในตัวเดียว คือมีผิวสัมผัสที่ให้ความหยาบเล็กน้อยแต่ต้องไม่ถึงกับให้ผิวระคายเคืองมีน้ำช่วยหล่อลื่นและมีวิตามินตรงกับความต้องการ
มะขามเปียก สับปะรด มีเส้นใยช่วยขจัดขี้ไคลมีความเป็นกรดช่วยทำความสะอาดผิวทำให้ผิวขาวใสมีวิตามินซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์สูง มะละกอมีเอนไซม์อ่อน ๆ ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้ววิตามินสูงแต่เนื้อมีความละเอียดมาก มะนาวเป็นกรดเหมาะใช้กับผิวส่วนที่หยาบกร้าน เช่น ข้อศอก ส้นเท้านุ่มขึ้น แตงกวาช่วยให้ผิวสดชื่น มะพร้าวขูดมีน้ำมันช่วยบำรุงผิว แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งมากต้องระวังลองใช้ส้มเช้งมีคุณสมบัติ คล้ายสองชนิดแรกแต่ไม่เป็นกรดมาก
ถ้าคุณเลือกส่วนผสมหลักที่มีความพร้อมในตัวเดียว เช่น มะขามเปียกก็สามารถนำมาสครับได้เลย แต่ถ้าเลือกมะละกอก็ควรหาสิ่งที่เป็นบีดเพิ่มเข้าไปด้วย เพราะบีดช่วยเพิ่มความสากในสครับทำให้สามารถขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ง่ายขึ้น
เพื่อความปลอดภัยควรเลือกสิ่งที่อยู่ในครัวเรือนและมีโอกาสแพ้น้อยที่สุด เช่น เกลือมีฤทธิ์ช่วยสมานผิว ข้าวสารบดละเอียดช่วยให้ผิวขาว น้ำตาลทรายมีทั้งความสากและความหนืดอยู่ในตัวเอง งาเนื้อไม่หยาบเกินไป มีน้ำมันอยู่ในตัวช่วยลดความระคายเคืองและกาแฟกระตุ้นให้ร่างกายขับสารพิษ สิ่งที่ควรระวังคือบีดบางชนิดมีเหลี่ยมคมจึงต้องนำมาบดให้ละเอียดก่อนนอกจากนั้นอาจเพิ่มน้ำมันลงไปเพื่อช่วยลดการเสียดสี
ถ้าคุณมีผิวมัน ใช้มะขามเปียกหรือสับปะรดซึ่งมีความเป็นกรดช่วยขจัดความมันผสมกับเกลือมีฤทธิ์ช่วยสมานผิว เติมโยเกิร์ตช่วยบำรุงผิวก็ได้
ถ้าคุณมีผิวแห้ง ใช้ส้มเช้งเป็นส่วนผสมหลักปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นพอจับถนัดมือใส่งาขาวเป็นตัวช่วยขัด เพิ่มน้ำมันมะกอกเล็กน้อยลดความระคายเคือง
ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่าย ใช้แค่งาขาว งาดำผสมน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ตก็พอ
การใช้น้ำมัน จุดประสงค์สำคัญคือช่วยหล่อลื่นและเป็นตัวช่วยลดความเข้มข้นของกรดสำหรับคนผิวแห้งเช่น ถ้าคุณต้องการใช้สับปะรดขัดผิวแต่เกรงว่าผิวจะแห้งเกินไป การเพิ่มส่วนผสมน้ำมันก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะนอกจากช่วยให้ลื่นแล้วน้ำมันยังช่วยเคลือบผิวไม่ให้มีการสูญเสียน้ำมากเกินไป
การเพิ่มนม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรืออื่น ๆ ที่ช่วยบำรุงผิวสามารถทำได้ แต่ต้องดูไม่ให้สครับข้นหรือเหลวเกินไปลักษณะของสครับที่ดีควรมีความหนืดเล็กน้อยจับตัวอยู่บนผิวได้และสะดวกแก่การขัด
ใครที่ชอบความหอมรื่นรมย์ สามารถเสริมกลิ่นด้วยการหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไป 2-3 หยด ซึ่งต้องเป็นน้ำมันหอมระเหยสำหรับนวดตัว ซึ่งมักผสมที่ความเข้มข้นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สำหรับใส่เตาเผาน้ำมันเพราะน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นจะทำให้ผิวไหม้
คนที่มีโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลืองอักเสบรุนแรง ต่อมน้ำเหลืองโต มีแผลเป็นหนอง หรือแม้แต่เป็นสิวอักเสบ ควรงดการสครับชั่วคราวจนกว่าจะหายเพราะการขัดเป็นการกระตุ้นให้อักเสบมากขึ้น
ถ้าจะสครับหน้าต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนที่สุด ขัดอย่างเบามือเพื่อกระตุ้นน้อย ๆ เน้นไปที่ร่องจมูกเลี่ยงจุดที่บอบบางมาก ๆ เช่น รอบดวงตา de white gluta.